
การตัดสินใจอำลา Under Armour เพื่อย้ายไปจับมือกับ Li-Ning ถือเป็นหนึ่งในดีลธุรกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ สเตเฟ่น เคอร์รี่ หลังจากร่วมงานกับแบรนด์เดิมมาตั้งแต่ปี 2013 และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทจนเกิด Curry Brand ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อทั้งสองฝ่ายแยกทางกันในช่วงปลายปี 2025 แบบยินยอมร่วมกัน จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือ Under Armour เปิดทางให้เคอร์รี่นำ Curry Brand ติดตัวไปด้วย นั่นทำให้เขาไม่ได้เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ แต่สามารถพาแบรนด์ของตัวเองไปต่อยอดกับพันธมิตรรายใหม่ได้ทันที และปลายทางก็คือ Li-Ning ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุปกรณ์กีฬาจากจีน ซึ่งตามรายงานของ ESPN ได้มอบสัญญาระยะยาวถึง 10 ปี ครอบคลุมทั้งรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้าแนวสปอร์ตแคชชวล และอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร
เหตุผลที่ทำให้เคอร์รี่เลือก Li-Ning มีความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์อย่างมาก ประเด็นแรกคือเรื่องสถานะในแบรนด์ เพราะเขาไม่ต้องการเป็นเพียงหนึ่งในนักกีฬาชั้นนำ แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางของภาพลักษณ์ทั้งหมด เหมือนที่เคยเลือก Under Armour แทน Nike ในอดีต หากไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่อื่น เขาต้องแบ่งพื้นที่ทางการตลาดกับซูเปอร์สตาร์หลายคน แต่กับ Li-Ning เขากลายเป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดแทบจะทันที แม้แบรนด์จะมีนักกีฬาระดับดังอย่าง ดเวย์น เวด, จิมมี่ บัตเลอร์, เฟร็ด แวนฟลีต, ซีเจ แม็คคอลลัม และ ดีแองเจโล รัสเซลล์ อยู่แล้วก็ตาม อีกปัจจัยสำคัญคือการขยายตลาดโลก เพราะเคอร์รี่มอง Curry Brand ในระดับสากล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดภายในประเทศ ขณะที่เอเชียยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่แฟนบาสเกตบอล NBA มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Li-Ning เป็นประตูสำคัญในการพาแบรนด์ของเขาเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพสูง นอกจากนี้ ดีลนี้ยังเปิดโอกาสให้เคอร์รี่มีอำนาจดึงนักกีฬาคนอื่นเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตนเอง ซึ่งยกระดับบทบาทของเขาจากพรีเซนเตอร์ไปสู่การเป็นผู้วางระบบธุรกิจอย่างแท้จริง และในยุค NIL ที่แบรนด์สามารถเข้าถึงนักกีฬาระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายดาวรุ่งและอาจต่อยอดไปถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในอนาคต โดย Davidson มหาวิทยาลัยเก่าของเขาก็เป็นชื่อที่ถูกจับตามองเช่นกัน
หัวใจของข้อตกลงนี้อาจไม่ใช่แค่ตัวเลขทางการเงิน แต่คือวิสัยทัศน์ระยะยาวจากสัญญา 10 ปีที่ยาวเกินกว่าช่วงเวลาการเล่นอาชีพที่เหลืออยู่ของเคอร์รี่ นั่นสะท้อนชัดว่าดีลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตหลังรีไทร์ตั้งแต่วันแรก และทำให้เห็นว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่เพียงการขายรองเท้าหรือเสื้อผ้า แต่คือการสร้าง Curry Brand ให้เติบโตเป็นอาณาจักรธุรกิจในแบบเดียวกับที่ Jordan Brand ประสบความสำเร็จหลัง ไมเคิล จอร์แดน เลิกเล่นไปนานแล้ว แม้ Li-Ning จะไม่ใช่ Nike แต่สิ่งที่เคอร์รี่กำลังมองหาก็ไม่ใช่การเป็นเงาของใคร หากเป็นการสร้างเส้นทางของตัวเองให้ชัดเจนที่สุด และใช้ชื่อเสียง อิทธิพล รวมถึงความเข้าใจในวงการกีฬา เปลี่ยน Curry Brand ให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ยืนได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว